ยุติการตีตรา ยุติปัญหาเอดส์
จากคำกล่าวของนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ ในหนังสือพิมพ์ The Washington Times วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2551 ว่า การตีตรายังคงเป็นอุปสรรคเดียวที่สำคัญในการดำเนินกิจกรรมสาธารณะ มันคือเหตุผลสำคัญว่าทำไมคนจำนวนมาก จึงกลัวที่จะไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาว่าตนเองมีโรคอะไรอยู่หรือไม่ จากความกลัวที่จะไปรับบริการสุขภาพหากตรวจพบโรคนั้น การตีตราทำให้โรคเอดส์กลายเป็นฆาตกรเงียบ เพราะคนกลัวว่าจะได้รับความอับอายในสังคมหากเขาพูดถึงมัน หรือเขาใช้วิธีการป้องกันการติดเชื้อฯแบบง่ายๆ ที่มีอยู่ “การตีตราเป็นเหตุผลหลักว่าทำไมสถานการณ์เอดส์ จึงยังคงสร้างความเสียหายให้กับสังคมต่างๆทั่วโลก อยู่อย่างต่อเนื่อง”
ข้อมูลจากการผลสำรวจการตีตราและการเลือกปฏิบัติในสถานบริการสุขภาพ ในปี 2557 พบว่ายังมีมากกว่าร้อยละ 60 ที่ยังกังวลว่าจะติดเชื้อเอชไอวีจากการให้บริการ การสำรวจนี้ทำให้ทราบว่า ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี ขาดความมั่นคงและมีความยากลำบากมาก ที่จะรักษาการคงอยู่ในระบบการจ้างงาน และทำให้พบว่ายังคงมีการตีตราเกิดขึ้นในแทบทุกภาคส่วนของสังคม ได้แก่ สถานที่ทำงาน โรงเรียน ชุมชน และสถานบริการสุขภาพ ที่มีเกณฑ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่จะปฏิเสธผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีในการสมัครงานและรับเข้าหน่วยงาน หรือบางครั้งให้ออกจากงาน
การตีตราและเลือกปฏิบัติต่อผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่งในหน่วยบริการสุขภาพของประเทศไทย และถือเป็นอุปสรรคสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการและแก้ไขปัญหาเอดส์ เนื่องจากจะส่งผลกระทบในด้านลบต่อการเข้ารับการตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวี การเปิดเผยสถานะการติดเชื้อเอชไอวี การเสาะแสวงหาการดูแลรักษา การเข้ารับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง และการคงอยู่ในระบบป้องกันรักษา ดูแลและสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีผลเสียต่อการเข้าถึงกลุ่มผู้ที่มีความเปราะบาง หรือความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งมักจะถูกตีตราซ้ำซ้อนหลายชั้น (ไม่เพียงแต่สถานการณ์ติดเชื้อเอชไอวี ของเขาเท่านั้นแต่เนื่องจากมีสถานะอื่นๆ ด้วย เช่น มีความหลากหลายทางเพศ หรือใช้ยาเสพติด เป็นต้น)
นอกจากนี้ มีรายงานที่แสดงให้เห็นว่า ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีในประเทศไทยมีการตีตราตนเองในระดับสูง ซึ่งแสดงออกมาทางความรู้สึกละอายใจ รู้สึกผิด และรู้สึกว่าตนเองด้อยค่า ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีจำนวนมาก จึงได้หลีกเลี่ยงไม่ไปใช้บริการสุขภาพที่คลินิกหรือโรงพยาบาล ถึงแม้จะมีความจำเป็นก็ตาม
การตีตรานอกจากจะเกิดขึ้นจากผู้อื่นหรือสังคมแล้วยังพบ “การตีตราภายในตนเอง” หรือความรู้สึกมีตราบาปในตนเอง (Self-stigma หรือ Internalized stigma) ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในจิตใจอันเกิดจากการที่บุคคลยอมรับการตีตราจากภายนอก หรือการตัดสินของสังคมว่าตนมีสถานะที่ตํ่ากว่าหรือแตกต่างจากคนทั่วไปในสังคมนั้นเป็นความจริง และสมเหตุผลทําให้บุคคลรู้สึกว่าตนมีบาปติดตัวจริงไม่มีความรู้สึกภูมิใจในตนเอง มีความรู้สึกด้อยคุณค่า หรือรู้สึกถึงความอัปยศข้างในจิตใจของตนเองส่งผลให้บุคคลมีการแสดงออกลักษณะต่างๆตามมา เช่น การกล่าวโทษตนเองการไม่เข้าไปยุ่ง หรือสุงสิงกับคนอื่น การแยกตนเองจากสังคมหรือกิจกรรมทางสังคมที่ต้องพบเจอผู้คนจํานวนมากๆการปฏิเสธ หรือ หลีกเลี่ยงการเข้ารับบริการที่สังคมจัดให้ รวมถึงการหลีกเลี่ยงเข้ารับบริการรักษาสุขภาพ ฯลฯ หรืออาจพบภาวะอื่น เช่น การตอบโต้ที่ใช้ความรุนแรง การประชด ทําสิ่งที่ตรงข้าม การขัดขืน ต่อสู้ ตอบกลับ โต้กลับหรืออาจเปลี่ยนเป็นแรงผลักดันให้แสดงความสามารถให้โดดเด่น เรียกร้องให้ได้รับความสนใจหรือความเท่าเทียมก็อาจเป็นได้
การลดการตีตราภายในตนเองหรือลดความรู้สึกมีตราบาปสามารถดําเนินการได้โดยใช้กลยุทธ์ต่างๆ ได้แก่ การรับรู้ และเข้าใจความรู้ สึกตีตราภายในตนเองของบุคคล การให้ความรู้และฝึกทักษะที่จําเป็นในการดูแลตนเอง การพัฒนาทักษะต่างๆ ในการปรับความคิดเชิงลบ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเสริมสร้างพลังอํานาจภายในตนเองของบุคคล การเสริมแรงทางบวก สนับสนุนให้กําลังใจ เป็นต้น และที่สำคัญคือความเข้าใจและความใจกว้างของสังคมเท่านั้น จะทำให้การตีตราและการแบ่งแยกหมดไป ซึ่งเป็นตัวสำคัญที่สุดที่จะทำให้คนกล้าตรวจเอดส์กันมากขึ้น และจะทำให้ผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบการดูแลรักษามากขึ้นและเร็วขึ้น ส่งผลให้ผู้เสียชีวิตจากเอดส์น้อยลง และลดการแพร่เชื้อลง ซึ่งนับเป็นเรื่องสำคัญ และพวกเราทุกคนสามารถที่จะช่วยกันเพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่สามารถ Getting to Zero ได้
ข้อมูลอ้างอิง:
- สถานการณ์การตีตราและการเลือกปฏิบัติประเด็น. เกี่ยวเนื่องกับเอชไอวี/เอดส์ในสถานบริการสุขภาพ. ในพื้นที่เขตสุขภาพที่6 ปีงบประมาณ 2558. โดย. อภิญญา เปี่ยมวัฒนาทรัพย์. ยศภัทร เสาวภาคลิมป์กุล. ประไพพิศ วิวัฒน์วานิช. และคณะ Matrix SALT. สํานักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 จังหวัดชลบุรี, เข้าถึงจาก; http://223.27.246.196/aca/attachments/article/58/stigmatize.pdf)