Everlasting ติดยั้ง ยืนยง : ถ้าเราคือหนู แล้วโลกนี้คือกรง
“Addiction is an adaptation. It’s not you. It’s your cage”
คำพูดบทสรุปจากงานวิจัย Rat Park Experiment ของอเล็กซานเดอร์ บรูซ นักจิตวิทยาชาวแคนาเดียนท่านหนึ่ง เขาบอกว่าการที่คนเราติดยาเสพติดน่ะเป็นเพียงนำมาปรับใช้ให้ตอบสนองต่อสภาพที่พบเจอเท่านั้น สาเหตุของการใช้ยามาจากกรง หรือก็คือสังคมแวดล้อมต่างหากล่ะ คำพูดของเขาได้สั่นคลอนความเชื่อเก่าๆของใครหลายคน อาจะมีนักวิจารณ์ออกมาโต้แย้งบ้าง แต่ผลลัพธ์นี้แน่นอนว่าได้เสริมมุมมองใหม่เกี่ยวกับผู้ใช้ยา จนนำมาสู่การใช้ความเข้าใจจัดการกับปัญหายาเสพติด
บรูซได้ทดลองโดยใช้กรงสองกรง กรงแรกมีหนูตัวเดียวกับกระบอกน้ำเปล่าและน้ำผสมสารเสพติด ในขณะที่กรงที่สองมีน้ำสองชนิดเช่นเดียวกัน แต่เพิ่มให้หนูมีเพื่อนอีกหลายตัว แถมยังมีลูกบอล และเครื่องเล่นอื่นๆอีก ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าสนใจทีเดียว คือแม้จะลองดื่มน้ำทั้งสองกระบอก แต่หนูในกรงที่สองกลับไม่ได้ติดน้ำผสมสารเสพติดจนตายเหมือนหนูกรงแรก การที่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อตัวอื่นๆ การที่ได้รับความอบอุ่นจากการอยู่ร่วมกันของกรงที่สองมีส่วนทำให้ยาเสพติดนั้นไม่จำเป็นต่อการมีชีวิต จึงเป็นการสนับสนุนข้อสรุปด้านบนว่า สภาพแวดล้อมหรือเปล่าที่สำคัญ ?
ต่อมาเขาได้ทำการทดลองต่อโดยการนำหนูที่ติดสารเสพติดแล้วมาทดลองอยู่ใน Rat Park และที่น่าตกใจมากคือหนูเหล่านี้สามารถนำตัวเองออกจากวังวนของสารเสพติดได้ แม้จะมีอาการถอนยาในระยะแรกก็ตาม
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็มีคนออกมาวิจารณ์งานวิจัยนี้ว่า “ก็นี่มันหนู ไม่ใช่คนสักหน่อย”
ถ้าอย่างนั้นเราลองมาดูงานวิจัย Smoking, drinking, physical activity and screening uptake and health inequalities จากประเทศอังกฤษ เมื่อปีค.ศ. 1999 งานวิจัยชื่อยาวเฟื้อยแต่อัดแน่นไปด้วยประเด็นอันน่าคบคิดที่ว่า อัตราการใช้ยานั้นแปรผันตามความวิกฤติของปัญหาที่เขาเผชิญ หากประชาชนพบกับการถูกละความสำคัญ หรือทอดทิ้งจากสังคม คนกลุ่มนั้นมีแนวโน้มที่หันไปใช้ยาสูงกว่าผู้คนที่ไม่ได้มีปัญหาทางชีวิตหลายเท่าเลยทีเดียว นั่นคือการใช้ยามีความเชื่อมโยงกับการประสบปัญหาทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ ความกดดันจากทั้งครอบครัวสภาพแวดล้อม รวมไปถึงความเครียดสะสมได้ผลักดันเขาไปอยู่ในวังวนของยาเสพติดในที่สุด
ก็ไม่ได้ผิดที่เขาบอกว่าหนูไม่ใช่คน แต่หากเรานำ Rat Park Experiment มาประกบกับงานวิจัยชิ้นนี้ เราจะปฏิเสธได้จริงๆ หรือว่าสังคมไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพวกเขาเลย
งานวิจัยชิ้นนี้ได้สะท้อนถึงปัญหายาเสพติดในประเทศไทยอยู่ไม่น้อย เรากำลังเดินทางไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ ไปตามโลกทุนนิยม ไล่ล่า GDP กันไม่หวาดไม่ไหว การพัฒนาไปในทางนี้ นำพามาซึ่งโครงสร้างที่ผิดรูปของประเทศ คนเรามีไม่เท่ากัน คนนี้ก็ขาด อีกคนก็มีเกิน ความเหลื่อมล้ำในประเทศนั้นสูงมาก บางคนได้รับสวัสดิการครบทุกแง่มิติของชีวิต ในขณะที่บางคนสวัสดิการด้านสุขภาพยังไม่มี เมื่อคนเราขาดมากๆ เข้า มีทางเลือกในชีวิตน้อยลงทุกที ก็ไม่น่าแปลกใจหากเขาจะต้องการอะไรมาเติมเต็ม และยาเสพติดอาจทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดีอย่างคาดไม่ถึง มันอาจตอกย้ำซ้ำเติมปัญหาของเขาในระยะยาว แต่ ณ ขณะหนึ่งเขาก็ได้มีความสุข
“กรงต่างหากที่เป็นสาเหตุ”
ก็เพราะกรงนี้ คือสังคมที่เรายืนร่วมกัน สังคมของเรากำลังผลักคนพวกนี้ออกไปหรือไม่ กำลังตัดสิ่งที่พวกเขามีน้อยอยู่แล้วไปอีกหรือไม่ เราแก้ปัญหาโดยการแยกเขาออกไปอีก ทั้งที่พวกเขาเองก็ถูกแยกมาตั้งแต่แรก ที่น่าสังเกตคือปัญหาไม่ได้จางหายไป ไม่ได้ทุเลา แล้วยังมีการกระทำผิดซ้ำอีก นั่นแปลว่าการจัดการแบบนี้ยังจะได้ผลอยู่หรือเปล่า
หากพูดว่า “มาร่วมรับผิดชอบกันเดี๋ยวนี้!” ทั้งสังคมอาจไม่เห็นด้วยก็เป็นได้ เราเพียงต้องการวิธีใหม่ที่ได้ผลดีกว่าและไม่ได้กีดกันผู้ใช้ยาออกไป เพราะเขาก็เป็นสมาชิกของสังคมเช่นกัน
ด้วยเหตุที่ว่า หลายๆ ประเทศก็ล้มเหลวกับการจัดการปัญหายาเสพติดมานาน ทั้งมีงานวิจัย หนังสือหลายเล่มที่เขียนถึงบริบทสังคมที่เอื้อต่อการหันหายาเสพติด วิธีแก้ปัญหายาเสพติดแนวใหม่ที่เน้นความเข้าใจ อย่าง Harm Reduction จึงไม่ใช่การตัดปัญหา หรือมุ่งแต่จะลดๆ อย่างเดียวอีกแล้ว ในทางกลับกันแนวทางนี้เริ่มต้นที่การหันมายอมรับผู้ใช้ยา เข้าใจกว่าการใช้ยาเป็นปรากฏการณ์ที่มีหลากหลายส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง ร่วมด้วยการให้ความรู้แก่ผู้ใช้ยาให้ใช้อย่างถูกวิธีเพื่อป้องกันการติดโรคต่างๆ เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจาการใช้ยา เน้นย้ำให้มีการพัฒนาสังคมให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ใกล้เคียงกัน อีกทั้งยังให้ผู้ใช้ยาสามารถร่วมออกแบบวิธีการจัดการให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่ตนอยู่
การมุ่งพัฒนามากกว่าขจัดปัญหานี้อาจเป็นทางออกใหม่สำหรับประเทศไทยด้วยเช่นกัน เราลดการตีตราหรือลดการปฏิบัติที่ส่งผลให้เขาหันหนีสังคม หยิบยื่นให้เขารู้สึกว่าสังคมก็ยังมีอะไรดีๆ ให้เขาอยู่ การที่ผู้ใช้ยาได้มีส่วนสัมพันธ์กับสังคมหรือสภาพแวดล้อมรอบข้างอย่างแท้จริง มีสิทธิในการเข้าถึงสิ่งต่างๆ ที่เท่าเทียมกับหลายๆคน ท้ายที่สุดแล้วอาจนำมาซึ่งความต้องการสารเสพติดที่ลดลงได้
ข้อมูลอ้างอิง:
- Wardle, Jane, et al. "Smoking, drinking, physical activity, and screening uptake and health inequalities." Inequalities in health (1999): 213-229.